อาชีพฟรีแลนซ์ เค้าจ่ายภาษีกันอย่างไรนะ

การรับงานเสริมหรือการเริ่มอาชีพฟรีแลนซ์ ควรจะวางแผนให้ดี ทั้งเรื่องการทำการตลาด หาลูกค้า การบริหารจัดการงาน แล้วก็เรื่องภาษี  เพราะถ้าหากวางแผนไม่ดีแล้วการทำงานก็อาจจะมีสะดุด โดยเฉพาะเรื่องภาษี เราควรจะต้องระมัดระวังและรอบคอบ เพราะหากวางแผนไม่ดี อาจมีการเรียกเก็บย้อนหลังได้

สำหรับปีภาษี 2561 นั้นจะใช้โครงสร้างภาษีเหมือนที่ปรับใหม่ในปี 2560 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทำให้ผู้มีรายได้น้อยกว่า 26,000 บาทต่อเดือนไม่ต้องเสียภาษี  ฟรีแลนซ์หลายๆคนจึงเข้าใจผิด คิดว่า รายได้จากการรับงานฟรีแลนซ์ น้อยกว่า 26,000 บาทต่อเดือนแล้วจะไม่ต้องเสียภาษี ความจริงแล้วไม่ว่าเราจะเป็นผู้มีรายได้น้อยกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดหรือเป็นฟรีแลนซ์ก็ต้องยื่นภาษีนะคะ  เพราะกรมสรรพากรกำหนดว่าผู้มีรายได้เป็นเงินเดือนมากกว่า 10,000 บาท หรือมีรายได้รวมเกิน 60,000 บาทต่อปี จึงจะไม่ต้องเสียภาษี แต่ก็ยังต้องยื่นแบบนะคะ

**การไม่ยื่นภาษีนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจเสียสิทธิได้รับเครดิตภาษีคืนอีกด้วย**

การคำนวณภาษี มีหลักการง่ายๆ คือ เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ เมื่อได้บรรทัดเงินได้สุทธิแล้ว ก็นำไปเทียบกับอัตราภาษี ซึ่งในประเทศไทยใช้ระบบภาษีอัตราก้าวหน้า คือยิ่งมีรายได้มากก็จะเสียภาษีมาก

การคำนวณภาษีสำหรับฟรีแลนซ์ หรือผู้มีรายได้ไม่ประจำ สามารถเลือกคำนวณได้ 2 วิธี คือ

1. คำนวณจากเงินได้สุทธิ

(เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

2. คำนวณจากเงินได้พึงประเมิน (วิธีนี้ใช้สำหรับคนไม่ทำงานประจำที่มีรายได้เกิน 1 ล้านบาท เท่านั้น)

(รายได้ x 0.5%)

โดยการจะเลือกใช้วิธีไหนในการคำนวณนั้น ให้ตรวจสอบเงื่อนไข 3 ข้อ ดังนี้

  1. รายได้จากงานฟรีแลนซ์ (ไม่ใช่เงินเดือน) มากกว่า 1 ล้านบาทหรือไม่
  2. ถ้าใช่ เราจะต้องนำรายได้มาคำนวณทั้ง 2 วิธี และดูว่าการคำนวณแบบไหนที่จะต้องเสียภาษีมากกว่า ให้นำตัวเลขจากการคำนวณที่ได้ (มากกว่า) ไปจ่ายภาษี
  3. แต่ถ้าข้อ 1 ไม่ใช่ ให้คำนวณด้วยวิธีเดียว ก็คือการคำนวณจากรายได้สุทธิ

เงินได้พึงประเมิน คือรายได้ทั้งหมดที่เราได้รับตลอดปี เงินได้ในทางภาษีแบ่งเป็นทั้งหมด 8 ประเภท ซึ่งเงินได้ของฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในประเภท ค่าจ้างทำของ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ตามกฎหมายของผู้มีเงินได้ ตามมาตรา 40 (2)คือเงินได้จากการรับจ้างทำงานให้ หรือค่านายหน้า มาตรา40(7) คือเงินได้จากการรับเหมา และ 40(8) คือ เงินได้อื่นๆ ส่วนฟรีแลนซ์คนไหนที่มีเงินเดือนจากอาชีพหลักด้วยก็จะมีรายได้เป็น เงินค่าจ้าง ด้วย ตาม ม. 41(1) (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ เงินได้พึงประเมิน ตามม.40)

ค่าใช้จ่าย คือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างหนึ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับหักเป็นต้นทุนในการทำงาน เพื่อให้ได้เงินได้หรือรายได้สุทธินั้นมาคิดภาษีตามบัญชีอัตราภาษี  โดยในปี 2560 นี้ สรรพากรกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้ประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 ร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนหากเป็นเงินได้ประเภทอื่นๆ ก็จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายแตกต่างกันออกไป (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 629) พ.ศ.2560)

ค่าลดหย่อน คือ รายการต่างๆ ที่กฎหมายได้กำหนดให้หักได้เพิ่มขึ้นหลังจากได้หักค่าใช้จ่ายแล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีก่อนนำเงินได้ที่เหลือซึ่งเรียกว่าเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับการหักลดหย่อนภาษี)

เมื่อเรานำค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนไปหักออกจากเงินได้พึงประเมิน ผลสุดท้ายปลายทางก็คือเงินได้สุทธิ ซึ่งจะถูกนำมาใช้คิดภาษีแบบอัตราก้าวหน้า กล่าวคือ ยิ่งเรามีรายได้มาก อัตราภาษีที่เราต้องจ่ายให้รัฐก็จะเพิ่มเป็นเงาตามตัวจ้า

รายได้น้อย ยื่นภาษี ก็อาจทำให้เราได้เงินกลับมากินขนมได้เหมือนกันนะจ๊ะ

เตรียมยื่นภาษี ก่อนยื่นภาษีอย่าลืมเตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หล่าวคือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับรายได้ และ หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายและการลดหย่อนภาษี ที่สำคัญ อย่าลืม!! หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งจะระบุรายละเอียดของผู้ว่าจ้างเราทำงาน ยอดเงินซึ่งเป็นเงินได้ของเรา จำนวนภาษีที่หักและนำส่งไว้

ตัวอย่างการคำนวณภาษี

ตัวอย่างที่ 1 คุณบี พนักงานบริษัท และรับออกแบบโลโก้เป็นอาชีพเสริม

คุณบีได้รับเงินเดือนจากบริษัท 20,000 บาท โดยบริษัทดังกล่าวหักเงินมินต์เพื่อส่งสมทบเข้าเงินประกันสังคมปีละ 9,000 บาท และคุณบียังรับจ๊อบบริการออกแบบโลโก้และโบรชัวร์โดยตลอดปีที่ผ่านมารับงานมา 20 ชิ้น

ณ วันยื่นภาษี เธอรวบรวมเอกสาร หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และพบว่าเธอมีรายได้จากการทำงานประจำ (เงินได้ประเภทที่ 1) รวมทั้งสิ้น 240,000 บาท ส่วนรายได้จากการออกแบบโลโก้ เท่ากับ 80,000 บาท และเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายไป 1,500 บาท

คำนวณภาษีก็ไม่อยากอย่างที่หลาย ๆ คนคิด เพียงแค่เอารายได้พึงประเมินมารวมกัน ซึ่งกรณีคุณบี จะมีรายได้พึงประเมินทั้งสองประเภทรวม 320,000 บาท  หักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท สำหรับค่าลดหย่อนจะเพิ่มความยุ่งยากขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเงินประกันสังคมสามารถนำมาลดหย่อนได้ ดังนั้น ค่าลดหย่อนจะเท่ากับ 69,000 บาท เงินได้สุทธิของเธอจึงเท่ากับ 151,000 บาทพอดิบพอดี

เมื่อเรานำรายได้สุทธิของคุณบีไปเทียบกับตารางอัตราภาษี แม้ว่าคุณบีจะไม่ต้องเสียภาษี 150,000 บาทแรก แต่รายได้ของคุณบีไปตกตรงช่วง 150,001-300,000 บาท ซึ่งต้องเสียภาษีร้อยละ 5 ดังนั้น คุณบีจะเสียภาษีทั้งสิ้น 50 บาท (คำนวณจาก (150,000 x 0) + (1,000 x 0.05) = 50) แต่คุณบีโดนลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้วทั้งสิน 1,500 บาท ดังนั้น แทนที่คุณบีจะต้องจ่ายเงิน 50 บาท กลับได้รับเครดิตภาษีคืนจำนวน 1,450 บาทจ้า

ตัวอย่างที่ 2  คุณเอ็กส์ อาชีพฟรีแลนซ์โปรแกรมเมอร์ (โสด) มีรายได้จากงานฟรีแลนซ์ตลอดทั้งปีอยู่ที่ 300,000 บาท โดนลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายรวมกัน 6,000 บาท

เมื่อถึงเวลายื่นแบบและชำระภาษี เราเอาสูตร “เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ” มาปรับใช้ จึงเอารายได้ทั้งหมด (รายได้พึงประเมิน) 300,000 บาท มาตั้งต้น หักค่าใช้จ่าย ตามกฎหมาย คือ 100,000 บาท (ประเภทที่ 2 ร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท) และหักค่าลดหย่อน 60,000 บาท  ดังนั้นคุณเอ็กส์ มีรายได้สุทธิ 140,000 บาท

เมื่อนำรายได้สุทธิขอบคุณเอ็กซ์มาเทียบกับตารางภาษีเงินได้ จะพบว่าเงินได้สุทธิที่ต่ำกว่า 150,000 บาทจะได้รับการยกเว้ยภาษี สรุปว่าคุณเอ็กซ์ไม่ต้องเสียภาษีจากการยื่นภาษี แต่อย่างไรก็ตาม ในเมื่อรายได้ของคุณเอ็กซ์ไม่ต้องเสียภาษีแต่คุณเอ็กซ์โดนลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายส่งไปที่สรรพากรแล้ว 6,000 บาท ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณเอ็กซ์มีเครดิตภาษีอยู่ 6,000 บาท ซึ่งสามารถขอคืนได้จากสรรพากร เมื่อกดขอคืนเครดิตภาษีแล้ว คุณเอ็กซ์ก็จะได้เงิน (เช็คหรือเข้าระบบพร้อมเพย์) จำนวณเงิน 6,000 บาทคืน **นี่คือข้อดีของการยื่นภาษี แม้ว่ารายได้ไม่ถึงจุดที่เสียภาษี ก็ไม่ต้องเสียภาษีใดๆและอาจะได้เครดิตภาษีคืนด้วยจ้า**

ยื่นภาษีอย่างไร? การยื่นภาษีในปัจจุบันค่อนข้างสะดวก โดยสามารถยื่นออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์ E-Filing ซึ่งบางครั้งอาจมีจดหมายจากสรรพากรที่ดูแลพื้นที่ของท่านส่งมาขอเอกสารยืนยันก็ไม่ต้องตกใจ เพียงรวบรวมหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ใส่ซอง แล้วส่งไปตามที่อยู่ที่ระบุ หรือถ้าหากกลัวเอกสารหายระหว่างทาง ก็ไปยื่นด้วยตัวเองได้ (อย่าลืมว่า เราต้องเก็บเอกสารต่าง ๆ เพื่อเป็นหลักฐานอย่างน้อย 5 ปีนะคะ)

ทั้งหมดนี้คือความเข้าใจในเรื่องค่าลดหย่อนสำหรับวีการเสียภาษีของฟรีแลนซ์ ปี 2561 อย่างง่าย  หวังว่าเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ฟรีแลนซ์ tasknjoy ได้อ่านแล้วคงจะมีความเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้นและเสียภาษ๊หรือยื่นแบบให้ถูกต้องนะคะ

ขอบคุณรูปภาพจาก Kapook